|
เดินหน้า
ถอยหลัง ได้ยังไง? (3) |
โดย V040 |
|||
![]() |
|
ขอวนกลับมาที่การใช้ตำแหน่ง D เพื่อจะอธิบายถึงปุ่มเลือกลักษณะการปรับเปลี่ยนอัตราทดเฟือง
เนื่องจากการปรับเปลี่ยนอัตราทดเฟืองภายใน จะทำตาม Programme ที่ฝังอยู่ใน
Computer ซึ่งการปรับเปลี่ยนอัตราทดจะเปลี่ยนเมื่อรอบเครื่องยนต์อยู่ระหว่าง
2000-3500 RPM ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกลักษณะการขับเช่นไร เพราะระบบเกียร์อัตโนมัติ
(AT) จะมี Programme สำหรับปรับเปลี่ยนอัตราทดเฟืองได้ 2 ลักษณะด้วยกัน คือ 1. แบบปกติ โดยการกดเลือกที่ ปุ่ม Power ด้านข้างคันโยกไปยังอักษร N ตัว Programme ภายในจะสั่งงานให้เปลี่ยนอัตราทดเฟืองที่รอบต่ำ ประมาณ 2000-2800 RPM ซึ่งเป็นการขับแบบทั่วๆ ไปที่เน้นการประหยัด หรือบนทางเรียบ 2. แบบความเร็วสูง ให้กด ปุ่ม Power ไปด้านอักษร P ที่แผงมาตรวัด (Dashboard) จะปรากฏคำว่า Power ขึ้น นั่นแสดงว่าเฟืองภายในจะถูกปรับเปลี่ยนที่รอบสูง ประมาณ 2500-3500 RPM เพื่อใช้ประโยชน์ในการเร่งแซง หรือ เมื่อขึ้นทางลาดชัน นอกจากนี้แล้ว การปรับเปลี่ยนอัตราทดยังมีระบบ Over Drive หรือ การปรับอัตราทดให้เพลาขับ มีรอบการหมุนมากกว่ารอบเครื่องยนต์ เป็นการใช้หลัก ได้เปรียบเชิงกล อีกระบบหนึ่ง แต่จะมีเฉพาะระบบเกียร์อัตโนมัติ (AT) ที่ออกแบบให้มีอัตราทด หรือ มี 4 เกียร์ และ 5 เกียร์ขึ้นไป สำหรับ VITARA รุ่น 3 ประตูนั้นอัตราทดมีเพียง 3 เกียร์เท่านั้น จึงไม่มีระบบ Over Drive; OD คือ เกียร์ 3 เป็นอัตราทด 1:1 |
|||
| การใช้งาน OD นั้นหากเราไม่ได้กด ปุ่ม OD กลไกต่างๆ จะทำงานในระบบ
OD อยู่แล้ว หากว่ากด ปุ่ม OD อีกครั้ง จะเป็นการยกเลิกคำสั่ง OD ไฟสัญญาณ
OD/OFF จะปรากฏขึ้นที่แผงมาตรวัด แสดงว่าขณะนั้นการปรับเปลี่ยนอัตราทดเฟืองจะมีเพียง
3 เกียร์เท่านั้น คือ เพลาขับ และเครื่องยนต์หมุนด้วยความเร็วเท่ากัน หรือ
เป็นการปรับเปลี่ยนจากเกียร์ (4) หรือ เกียร์ (5) มาเป็นเกียร์ (3) ทันที ซึ่งจะใช้ในกรณีที่เราต้องการหยุดรถอย่างกระทันหัน
เพราะจะเป็นการช่วยหน่วงรถด้วยเครื่องยนต์ (Engine Brake) เนื่องจากเกียร์จะถูกปรับเปลี่ยนให้ลดลง
ดังนั้นอัตราทดจึงสูงมากขึ้นทำให้เครื่องยนต์ถูกดึง (เนื่องจากขณะนี้เราไม่ได้เหยียบคันเร่ง
แต่เหยียบ Brake แทน ซึ่งเครื่องยนต์จะได้รับน้ำมันเชื้อเพลิง เพียงเล็กน้อยเท่านั้น)
เหมือนกับในระบบเกียร์ธรรมดา (MT) ที่ใช้การปรับเปลี่ยนอัตราทดเฟืองให้สูงขึ้น
เมื่อต้องการหยุดรถด้วยระยะทางที่สั้นกว่าปกติ ปุ่ม OD นี้จะไม่มีผลเมื่อรถยังมีความเร็วต่ำ
หรือ เกียร์ยังไม่ได้เปลี่ยนไปถึงเกียร์ (4) |
|||||
| ขับเกียร์อัตโนมัติ (AT) ให้เป็น เกียร์ธรรมดา (MT)
ต่อไปก็เป็นกลวิธีของการบังคับเกียร์อัตโนมัติ (AT) ด้วยคันเร่ง ซึ่งเปรียบเสมือนการขับในระบบเกียร์ธรรมดา (MT) นั่นคือ เราสามารถบังคับการเปลี่ยนเกียร์ตามที่เราต้องการ ทั้งเกียร์ต่ำ และเกียร์สูง โดยไม่ต้องทำตาม Programme ที่ตั้งไว้ใน Computer Top-up วิธีการเปลี่ยนจากเกียร์ (1) ไป เกียร์ (2) (3) (4) ซึ่งเรียกวิธีนี้ว่า การ Top-up นั่นคือ เมื่อเราเหยียบคันเร่งที่ตำแหน่ง D ความเร็วของรถเริ่มเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันรอบเครื่องยนต์ก็จะเพิ่มสูงขึ้นตาม ในจังหวะที่รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 2500 RPM ให้เราผ่อนคันเร่งลงเล็กน้อย การทำเช่นนี้ จะเป็นสัญญาณบอกให้ Computer เข้าใจว่า รถไม่ต้องการแรงบิดเพิ่มขึ้น (เป็นหนึ่งในชุดคำสั่งที่ใช้เปลี่ยนเกียร์ หากลืมก็กลับขึ้นไปอ่านในหัวข้อ คำสั่งเปลี่ยนเกียร์) ดังนั้น Computer จึงสั่งงานให้กลไกภายในเริ่มปรับเปลี่ยนอัตราทดจากเกียร์ (1) ไปยังเกียร์ (2) หรือ ปรับจากเกียร์ (2) ไปยังเกียร์ (3) และจากเกียร์ (3) ไปยังเกียร์ (4) การ Top-up นี้อาจจะต้องใช้ความชำนาญบ้าง ซึ่งถ้าฝึกบ่อยๆ ครั้ง ความชำนาญก็จะเกิดขึ้นโดยง่าย สิ่งที่สังเกตได้ว่ามีการเปลี่ยนเกียร์ก็คือ รอบเครื่องยนต์จะลดลงในขณะที่ความเร็วของรถคงที่ (สังเกตจากเข็มวัดความเร็ว) ทั้งนี้ต้องมีการปรับตั้งสายบังคับเกียร์ที่ชุดคันเร่งอย่างถูกต้องด้วยเช่นกัน เพราะหากสายบังคับเกียร์มีระยะที่ผิดไปจากมาตรฐานแล้ว วิธีการนี้ก็จะไม่สามารถใช้ได้ (ระยะที่ถูกต้องคือ 1-1.5 mm สำหรับรุ่น 4 เกียร์) |
|||||
![]() |
Kick-down ต่อมาก็เป็นวิธีการปรับเปลี่ยนเกียร์ในทางตรงกันข้าม คือ เมื่อต้องการเร่งแซง ถ้าเป็นระบบเกียร์ธรรมดา เราอาจจะใช้วิธีเปลี่ยนจากเกียร์ (4) มาเป็นเกียร์ (3) เพื่อที่รถจะได้มีแรงบิด (อันเกิดจากรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น เพราะอัตราทดมากขึ้น) เพียงพอในการใช้แซงรถข้างหน้า วิธีนี้เรียกว่า การ Kick-down การ Kick-down สามารถสั่งงานได้อย่างง่ายดาย โดยการกดคันเร่งลงไปที่พื้นอย่างทันทีทันใด สายบังคับเกียร์ซึ่งติดกับสายคันเร่ง จะไปดึงกลไกภายในห้องเฟืองให้ไปที่ตำแหน่ง Kick-down ขณะเดียวกัน Computer จะได้รับคำสั่งที่คันเร่งว่า ตอนนี้รถต้องการเร่งแซง หรือ ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น (เป็นคำสั่งที่เกิดจากตำแหน่งลิ้นคันเร่ง และรอบเครื่องยนต์) จึงสั่งให้กลไกบังคับเกียร์ในลักษณะลดลง คือ จากเกียร์ (4) ไปเป็นเกียร์ (3) หรือ จาก เกียร์ (3) ไปเป็นเกียร์ (2) และเมื่อความต้องการสิ้นสุดลง คือ สามารถเร่งแซงรถคันหน้าได้เรียบร้อย เราก็เพียงยกเท้าออกจากคันเร่งเล็กน้อย คำสั่ง Kick-down จะถูกยกเลิก แล้วเปลี่ยนไปเป็น Top-up แทน ทั้งการ Top-up และ Kick-down นั้น สามารถปฏิบัติได้กับรถรุ่นที่มี 3 เกียร์ และ 4 เกียร์ เพียงแต่ต้องตั้งระยะการดึงของสายบังคับเกียร์ให้ถูกต้อง ซึ่งหากสามารถใช้ทั้ง 2 วิธีนี้ได้คล่องแล้ว การขับรถระบบเกียร์อัตโนมัติ (AT) ก็จะสนุกสนานเหมือนกับการขับรถระบบเกียร์ธรรมดา (MT) ทุกประการ ไม่แน่ว่าจะได้รสชาดมากกว่าเพราะการสั่งงานนั้นจะรวดเร็วกว่าระบบเกียร์ธรรมดา (MT) |
||||
| ข้อพึงระวัง บางท่านอาจจะได้ยินได้ฟังมาว่า
หากต้องการเร่งแซงแล้วให้กด ปุ่มOD เป็นการยกเลิกการใช้ OD หรือ ให้เป็น
OD/OFF เพื่อเปลี่ยนเกียร์ วิธีการเช่นนี้มีผลข้างเคียง 3 ประการ คือ 1. รอบเครื่องยนต์จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดแรงบิดในชุดเฟืองส่งกำลังมากขึ้นเช่นกัน ในบางจังหวะอาจจะสูงเกินกว่าที่เพลาจะรองรับแรงดังกล่าวได้ ดังนั้นเพลาอาจจะได้รับความเสียหาย หรือ เกิดฉีกขาดได้ แม้แต่ฟันเฟืองซึ่งมีความแข็ง แต่ก็มีความเปราะอยู่ในตัว อาจจะบิ่น หรือ หักได้เช่นกัน 2. เมื่อรอบเครื่องยนต์สูงขึ้น กล่องควบคุม หรือ ECU จะมีระบบป้องกันไม่ให้รอบเครื่องยนต์สูงเกินกว่าระดับอันตราย (ส่วนใหญ่มักจะป้องกันไม่ให้เกิน 6500 RPM) เพราะหากปล่อยให้รอบเครื่องยนต์สูงมากเกินไป เครื่องยนต์อาจจะเสียหายได้ เช่น เพลาข้อเหวี่ยงขาดเนื่องจากแรงกระชาก หรือ ด้วยข้อจำกัดทางวัสดุที่ทำให้ความเร็วของลูกสูบไม่สามารถเร็วกว่า 15 m/s ได้ เนื่องจากลูกสูบผลิตจาก Aluminum มีค่าความแข็งแรงน้อยกว่าสลักลูกสูบที่สร้างจากเหล็ก ดังนั้นรอบเครื่องยนต์อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่ต้องการ เพราะ ECU จะตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงลง ซึ่งสามารถทำให้เครื่องยนต์ดับได้ 3. การตอบสนองจะช้ากว่าการใช้วิธี Kick-down เพราะการกด ปุ่ม OD นั้นต้องละมือจากพวงมาลัยเพื่อไปกดปุ่ม จากนั้น Computer จึงจะส่งงานให้เกียร์ลดลงจากเดิม เมื่อเกียร์ลดลงทำให้รอบเครื่องยนต์สูงขึ้น แน่นอนว่าในขณะนั้นการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงยังเป็นอัตราปกติ เพราะลิ้นคันเร่งยังค้างอยู่ที่ตำแหน่งเดิม เช่นนี้แล้ว เราจึงต้องเหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้น เพื่อสั่งให้มีการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นด้วย เป็นว่าต้องทำ 2 อย่างในการเร่งแซง ในทำนองตรงข้าม หากใช้เท้าเหยียบคันเร่งเพื่อ Kick-down สายบังคับเกียร์ซึ่งติดอยู่ที่สายคันเร่ง จะสั่งงานพร้อมกัน คือ มีการเปลี่ยนเกียร์ และเพิ่มน้ำมันเชื้อเพลิงให้เครื่องยนต์ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นการเร่งแซงจึงตอบสนองได้รวดเร็ว และนุ่มนวลกว่าการใช้ปุ่ม OD/OFF |
|||||
| การบำรุงรักษา ทั้งในระบบเกียร์ธรรมดา (MT) และเกียร์อัตโนมัติ (AT) นั้นการดูแลค่อนข้างเรียบง่าย หรือจะว่าไปแล้ว แทบไม่แตกต่างกันเลย ขั้นแรกก็ต้องเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่น (หมายถึงน้ำมันเกียร์) ให้ถูกต้องทั้งระยะทาง (เวลา) ที่ใช้ กับชนิดของน้ำมันที่ระบุโดยผู้สร้างรถ (ไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมัน) จากนั้นปริมาณที่เติม ก็ต้องเติมเท่าที่ผู้สร้างรถกำหนดเช่นกัน น้ำมันหล่อลื่นสำหรับเกียร์ธรรมดา (MT) คือ ชนิด SAE90 API-GL5 ปริมาณที่เติมเพียงเติมให้ได้ระดับของ Plug ตัวบนของช่องเติม ซึ่งน้ำมันเก่าสามารถถ่ายออกได้จากรูที่ใต้อ่างน้ำมันเกียร์ ควรทำความสะอาด Plug ถ่ายด้วยทุกครั้ง เพราะที่ Plug ถ่ายน้ำมันนั้น จะมีแม่เหล็กฝังอยู่ เพื่อดูดเศษเหล็ก หรือ ผงเหล็กอันเกิดจากการใช้งานไม่ให้ฟุ้งกระจาย น้ำมันในระบบเกียร์อัตโนมัติ (AT) นั้นใช้ชนิด Dexron II หรือ Dexron III ปริมาณที่เติมคือ 3.5 ลิตร แต่อาจจะประสบปัญหาในการถ่ายน้ำมันเก่าออกบ้าง สำหรับรุ่น 3 ประตูที่ใช้แบบ 3 เกียร์ เพราะจะไม่มีรูสำหรับถ่ายน้ำมัน ดังนั้นช่างที่ศูนย์บริการจึงใช้วิธีดูดออกจากช่องเติม นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ไม่สามารถดูดเอาน้ำมันเก่าออกจนหมดได้ จึงมักมีน้ำมันที่สกปรก (เก่า) ค้างอยู่ปริมาณหนึ่ง อาจจะครึ่งลิตร ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ ควรถอดอ่างน้ำมันออกมาทำความสะอาดด้วย จากนั้นถ้าต้องการให้ครั้งต่อไป สะดวกต่อการถ่าย ก็ให้นำอ่างไปเจาะรูเพื่อติดตั้ง Plug สำหรับถ่ายน้ำมัน และเมื่อจะประกอบอ่างน้ำมันกลับเข้าที่เดิม ควรเปลี่ยนปะเก็น (Gasket) ชิ้นใหม่ด้วย |
|||||
| ส่วนรุ่น 5 ประตูที่เป็นระบบ 4 เกียร์นั้น วิธีถ่ายน้ำมันก็ง่ายดายมาก
เพียงคลาย Plug ที่ก้นอ่าง น้ำมันก็จะไหลออกมาประมาณ 3 ลิตร รอจนน้ำมันหยุดไหล
จากนั้นให้ติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 วินาที แล้วดับเครื่อง
จะมีน้ำมันไหลออกมาอีกประมาณ 0.5 ลิตร น้ำมันที่ไหลออกมานี้ก็คือ น้ำมันที่อยู่ในชุด
Torque Converter จากนั้นทำความสะอาด Plug ถ่าย เพราะมักจะมีเศษผงโลหะที่ถูกแม่เหล็กดูดเก็บไว้
ในการขัน Plug เข้าที่เดิมควรเปลี่ยนแหวนรองด้วยทุกครั้ง เพราะแหวนเดิมจะถูกแรงขันของ
Plug กดจนบาง และสูญเสียความยืดหยุ่น เมื่อขัน Plug จนแน่นดีแล้ว ให้ใช้กรวยเล็กๆ ช่วยในการกรอกน้ำมันลงที่ช่องวัดระดับ เนื่องจากรูเติมมีขนาดเล็ก ประมาณ 10 mm (ดึงเหล็กวัดระดับออกมาก่อน) ตวงน้ำมัน 3.5 ลิตร แล้วค่อยๆ เติมลงไป เท่านี้ก็เป็นการถ่าย-เปลี่ยนน้ำมันที่สมบูรณ์ และเพื่อความแน่นอน ให้ติดเครื่องยนต์ประมาณ 30 วินาที จากนั้นดับเครื่อง แล้วชักก้านวัดเพื่อวัดระดับน้ำมันในห้องเฟืองอีกครั้ง โดยสังเกตที่อักษร Hot กับ Cool ระดับน้ำมันที่ถูกต้องควรอยู่ที่ขีดบนของช่วงอักษร Cool แต่หากรถแล่นเป็นระยะทางประมาณ 5 km ขึ้นไป ระดับน้ำมันจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ขีดบนของช่วงอักษร Hot สำหรับระยะทางที่ใช้กำหนดการเปลี่ยนน้ำมันของทั้งเกียร์ธรรมดา (MT) และเกียร์อัตโนมัติ (AT) นั้นเท่ากันคือ 20000 km หรือ 1 ปี แล้วแต่ว่าอย่างใดจะถึงก่อนนะครับ |
|||||