V-Tech
 
ปฐมบท ขุมพลัง
โดย V040
"เครื่องยนต์" คำนี้เป็นที่คุ้นเคยดีสำหรับผู้คนสมัยนี้ ทั้งที่มีรถยนต์เป็นของส่วนตัวหรือ ใช้ของส่วนรวม เช่น ระบบขนส่งมวลชนต่างๆ ทั้งรถประจำทาง ไม่ประจำทาง (Taxi)
ตุ๊ก ตุ๊ก ฯลฯ แต่จะมีสักกี่มากน้อยที่รู้ว่า เจ้าเครื่องยนต์นี้จริงๆ แล้วมันทำงานรับใช้เราๆ
ท่านๆ ได้ยังไง

การทำงานของเครื่องยนต์ ก็เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ได้สลับซับซ้อนแต่อย่างไรหรือจะบอกว่า
มันยุ่งยากก็ได้อีกเช่นกัน แล้วแต่ว่าจะมองด้านไหน เพราะถ้ามองว่ามันเป็นเพียงเครื่องจักร
(ที่มีมากที่สุดในโลก) คอยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ช่วยทุ่นแรงงานคน ฯลฯ
ก็นับว่าง่ายอยู่ แต่ถ้ามองว่ามันมีวิธีที่จะใช้ประโยชน์และบำรุงรักษาอย่างไรนี่เริ่มยากแล้ว
ใช่มั๊ยครับ เอาละที่นี้มาทำความรู้จักกับเจ้าเครื่องยนต์อีกสักเล็กน้อย คุณก็จะสนุกกับการ
ใช้งานมันยิ่งขึ้นไป

  เครื่องยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อนรถยนต์ในปัจจุบันนี้ แบ่งออกได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะ
การเผาไหม้ (สันดาป) เชื้อเพลิง คือ

1. เครื่องยนต์ที่ทำการเผาไหม้ภายนอก เช่นที่ใช้ในรถไฟไอน้ำ (สมัยก่อน) หรือใน
แถบประเทศที่มีถ่านและไม้อุดมสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็หาชมได้ยากแล้ว และก็คงจะไม่
กล่าวถึง ณ ที่นี้ครับ

2. เครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน (ที่เราจะคุยกัน) ซึ่งก็ยังแยกย่อยตามประเภทของการใช้
เชื้อเพลิงได้อีกหลายชนิด เช่น เครื่องยนต์ Benzene, Diesel, CNG (Compressed
Natural Gas) ฯลฯ แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนแต่มีหลักการทำงานที่เหมือนกันนั่นคือ
มันทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานเคมี (เชื้อเพลิงชนิด Hydro-carbon C-H chain;
อ่านข้ามไปก็ได้ครับ) ให้เป็นพลังงานความร้อน (ด้วยการเผาไหม้) และจากนั้นก็เปลี่ยน
พลังงานความร้อนให้กลายเป็นพลังงานทางกล (การหมุนของเพลา) อีกต่อหนึ่ง

 
  แต่ถ้าเราจะแบ่งเครื่องยนต์ตามชนิดของการเคลื่อนที่แล้ว จะแบ่งได้ 3 ประเภท คือ

1. เครื่องยนต์ลูกสูบชัก (Piston engine) เป็นเครื่องยนต์ที่นิยมใช้กันมากที่สุด
ให้กำลังงานอยู่ในระดับพอใช้ ดูแลรักษาง่าย ซึ่งก็ได้ใช้อยู่ในรถของท่านนั่นเองครับ

2. เครื่องยนต์ลูกสูบหมุน (Rotary engine) เป็นเครื่องยนต์ที่ให้แรงม้าสูงแต่มีแรง
บิดต่ำ ซึ่งต้องใช้ Technology ชั้นสูงในการสร้าง และเนื่องด้วยเป็นเครื่องยนต์ที่มี
ความเร็วรอบสูงมาก (ประมาณ 15000 - 20000 RPM) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการ
ดูแลเอาใจใส่ทั้งด้านการใช้งาน และ การบำรุงรักษาเป็นอย่างดี ที่เราพอจะรู้จักก็เห็นมี
แต่ บริษัท Mazda ที่ผลิต และ พัฒนาอยู่ครับ อาจจะมีบริษัทอื่นทำด้วยแต่พวกเรา
อาจจะไม่ใคร่จะคุ้นเคยมากครับ

3. เครื่องยนต์กังหัน (Turbine engine) ยังเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้กับเครื่องบินซะ
99.99% สาเหตุที่ยังไม่เหมาะกับรถยนต์ก็เพราะว่า ระบบความปลอดภัยในการใช้
ยังไม่ดีพอ เพราะเป็นเครื่องยนต์ที่อาศัยหลักการเคลื่อนที่ หรือ การถ่ายเทพลังงาน
ด้วยแรงดันไอเสีย ดังนั้นไอเสียที่เครื่องยนต์ชนิดนี้ปล่อยออกมาจึงมีแรงดันสูงมาก
ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับสิ่งที่อยู่ด้านหลัง หรือ ในทิศทางของไอเสีย
อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาก็สูงมากครับ

 
คราวนี้ก็มาดูกันว่าเจ้าเครื่องยนต์ที่มีอยู่ในรถของท่านนั้นมันทำงานได้อย่างไร
แต่ก่อนอื่นเราจำเป็นต้องรู้จักขิ้นส่วนของเครื่องยนต์อีกสักเล็กน้อยก่อนนะครับเพื่อที่คุณ
จะได้เข้าใจกลไกของเครื่องยนต์ง่ายขึ้น ก็เอาเฉพาะเครื่องยนต์ลูกสูบเท่านั้นเองครับ
และก็ชิ้นส่วนหลักๆ ก่อน เริ่มต้นที่ กระบอกสูบ ลูกสูบ และ ก็ก้านสูบก่อนเลยละกัน
ซึ่งทั้ง 3 ชิ้นนี้จะมีหน้าตาเหมือนกับชิ้นส่วนในกระบอกเข็มฉีดยาครับ

ลูกสูบ ก็คือลูกยางในกระบอกเข็มฉีดยา ซึ่งมันเคลื่อนที่ ขึ้น-ลง ได้ด้วยการ ดัน-ดึง
จากก้านสูบ ที่ยึดอยู่ด้านล่าง ต่อมาก็ข้อเหวี่ยง กับเพลาข้อเหวี่ยง เจ้า 2 ตัวนี้จะมี หน้าตาเหมือนกงล้อของจักรเย็บผ้าครับ คือที่ขอบของกงล้อ จะมีก้านต่อออกไป
รับกับก้านสูบ เพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนลักษณะการเคลื่อนที่แบบ ขึ้น-ลง (เส้นตรง)
ให้เป็นการหมุน (เส้นโค้ง)

สุดท้ายก็คือ หัวเทียน และ ลิ้น เปิด-ปิด อากาศ หรือ ไอเสีย ซึ่งมันจะอยู่ที่ด้านบนของ
กระบอกสูบครับ โดยหัวเทียนจะทำหน้าที่จุดประกายไฟ เพื่อทำการเผาไหม้เชื้อเพลิง
เท่านี้ก่อนละกัน

 
  ต่อไปเราก็จะมาเริ่มเรื่อง การทำงานของเครื่องยนต์ หรือ การเปลี่ยนแปลงพลัง
งานนี้ สามารถอธิบายเป็นจังหวะการเคลื่อนที่ได้ง่ายๆ คือ

1. จังหวะดูด คือจังหวะที่ลูกสูบเคลื่อนตัวลงจากด้านบนสุดเพื่อดูดเอาไอดีเข้าไปใน
กระบอกสูบไอดี ของเครื่อง Benzene คือ อากาศ + น้ำมัน (เครื่องยนต์ Diesel
จะดูดเอาแต่อากาศอย่างเดียว) ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ซึ่งจะใช้อากาศ 15 ส่วน
ต่อน้ำมันเชื้อเพลิง 1 ส่วนโดยน้ำหนัก ไหลเข้าสู่ภายในกระบอกสูบ โดยที่มีกลไกของ
ลิ้นไอดี (Intake valve) ที่อยู่ด้านบนของกระบอกสูบ เป็นตัวเปิดให้ไอดีที่ไหล
ผ่านท่อไอดีเข้ามาได้ ก็เหมือนกับที่เวลาคุณหมอดูดยาจากหลอดเข้าสู่เข็มฉีดยา
ยังงัยละครับ

2. จังหวะอัด หลังจากที่ลูกสูบดูดเอาไอดีเข้ามา จนกระทั่งลูกสูบลงมาต่ำสุดแล้ว
ลูกสูบก็จะเริ่มเคลื่อนที่ขึ้นเพื่ออัดส่วนผสมไอดีให้มีความร้อนสูงขึ้น(เหมือนการอุ่น)
สำหรับการเผาไหม้ในจังหวะต่อไป โดยจะอัดไอดีจาก 8-10 ส่วนให้เหลือเพียง 1 ส่วน
ในเครื่องยนต์แบบ Benzene ซึ่งเรียกว่าอัตราส่วนกำลังอัด หรือ Compression
Ratio (ถ้าเป็นเครื่องยนต์ Diesel จะมีอัตราส่วนกำลังอัดสูงมากกว่าประมาณ
17-22:1) คือว่าถ้าอัตราส่วนกำลังอัดสูง เช่น 10:1 มันก็จะทำให้ไอดีมีอุณหภูมิสูง
สิ่งที่ตามมาก็คือ ทำให้การเผาไหม้รุนแรง ส่งผลให้ได้แรงม้าสูงขึ้นนั่นเอง แต่ก็จะ
มีความยุ่งยากในการที่จะควบคุมการเผาไหม้ เพราะอาจจะเกิดการจุดระเบิด หรือ
เผาไหม้ขึ้นเอง (Self ignition) ซึ่งตรงกันข้ามกับอัตราส่วนกำลังอัดที่ต่ำลงมา
เช่น 8:1 มันก็มีประโยชน์ตรงที่ควบคุมการเผาไหม้ได้ง่าย เพียงแต่ว่าเราจะได้พลัง
งานน้อยลงไป

ดังนั้นเจ้าอัตราส่วนนี้นี่เองที่เป็นตัวกำหนดว่า เราจะต้องเติมน้ำมันที่มีค่า
Octane มากน้อยเท่าไร เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเผาไหม้ก่อนเวลาอันสมควร คือ
ถ้าอัตราส่วนกำลังอัด ต่ำตั้งแต่ 9.5:1 ลงมาให้ใช้น้ำมันที่มีค่าOctane 91 ก็เพียง
พอแล้ว (จะได้ประหยัด) แต่ถ้าสูงกว่านี้จึงจะใช้ค่า Octane 95 ครับ
(สำหรับเครื่อง Diesel จะใช้ค่า Cetane เป็นตัวกำหนดครับ) ก็ขอเปรียบเทียบ
กับการฉีดยาของคุณหมออีกเช่นเดิม คือ หลังจากที่ยาถูกประจุ (ดูด) อยู่ในหลอดแล้ว
คุณหมอก็จะดันลูกสูบขึ้นเพื่อที่จะฉีดยานั้นเข้าสู่ร่างกายของเรา

 
3. จังหวะระเบิด เป็นจังหวะเดียวที่มีพลังงานเกิดขึ้น โดยการเผาไหม้ไอดีด้วยประกาย
ไฟจากหัวเทียน คือเมื่อไอดีถูกอัดและลูกสูบอยู่ที่ตำแหน่งบนสุด หัวเทียนก็จะจุดประกายไฟ
ขึ้นทำให้เกิดมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงขึ้น (เครื่องยนต์ Diesel จะเป็นการฉีดน้ำมันเข้าปะทะ
กับอากาศร้อนที่เกิดจากการอัดตัว) และความร้อนที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้อากาศขยายตัวออก
ลูกสูบจึงถูกดันออกอย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก เปรียบเหมือนตอนทำผักบุ้งไฟแดงครับ
คือเมื่อพ่อครัวเขาอุ่นน้ำมันในกระทะจนร้อนได้ที่แล้ว เขาก็จะนำเอาผักบุ้งลงไปผัด
แต่เนื่องจากผักบุ้งที่โยนลงไปนั้นได้ขังอากาศที่อยู่เหนือน้ำมันซึ่งร้อนอยู่ และ เมื่ออากาศ
(Oxygen; O2) นั้นถูกอัดตัวอย่างรวดเร็วจากน้ำหนักของผักบุ้ง จึงทำให้เกิดการลุกไหม้
ขึ้นครับ ในจังหวะนี้จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีมากมายและรวดเร็ว ซึ่งถ้าการเผาไหม้เป็นไป
ด้วยความถูกต้อง

ทั้งเรื่องของอัตราส่วนน้ำมันต่ออากาศ และระยะเวลาที่ทำการเผาไหม้มีอย่างเพียงพอแล้ว
ก็จะไม่เกิดมลพิษเลยครับ เพราะสิ่งที่ได้จากการเผาไหม้ ก็คือ น้ำ (H2O) และ Carbon-
dioxide (CO2) ซึ่งไม่เป็นอันตราย ตัวที่เป็นอันตรายก็เช่น Carbon-monoxide
(CO) หรือ Nitrogen-oxide (NO2) อันเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์นะครับ
เราจะพบหยดน้ำได้ที่ปลายท่อไอเสีย (แต่คงไม่พบน้ำสำหรับเครื่อง Diesel
เนื่องจากเครื่องยนต์ชนิดนี้เผาไหม้ที่อุณหภูมิต่ำ การเผาไหม้จึงไม่สมบูรณ์)
สำหรับวิธีการแก้ไข หรือ การทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์นั้นจะอธิบายภายหลังนะครับ

 
  4. จังหวะคายไอเสีย เป็นจังหวะที่ต่อเนื่องจากจังหวะระเบิด ซึ่งเมื่อการเผาไหม้สิ้น
สุดลงและอากาศได้ขยายตัวดันลูกสูบจนหมดแรงดันแล้ว ไอเสีย (อากาศ + น้ำมันที่เผา
ไหม้แล้ว) ก็จะถูกไล่ออกจากกระบอกสูบ โดยการเปิดของลิ้นไอเสีย (Exhaust valve)
และลูกสูบก็จะเคลื่อนที่ขึ้นดันไอเสียให้ออกไปตามท่อไอเสีย เพื่อที่จะรอรับไอดีใน
จังหวะต่อไป (วนซ้ำในจังหวะดูดอีกครั้ง)

ในจังหวะนี้ก็มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่งคือเราไม่สามารถคายไอเสียออกไปได้หมด
(อย่างน้อยก็มีค้างหลงเหลืออยู่ที่ห้องเผาไหม้ คือ บริเวณบนสุดของลูกสูบ) ดังนั้น
จึงจำเป็นที่จะต้องทำอะไรบางสิ่งเพื่อขับไล่ไอเสียออกไปให้หมดให้ได้ และสิ่งที่
สามารถทำได้อย่างหนึ่งก็คือ การใช้ไอดีขับไล่ไอเสีย โดยอาศัยจังหวะที่เริ่มดูดไอดี
เข้ามา (เป็นจังหวะที่ลูกสูบจะเริ่มเคลื่อนที่ลงอีกครั้ง) ซึ่งลิ้นไอเสียก็จะถูกสั่งให้เปิด
ค้างไว้ ทำให้ไอดีไหลเข้ามาในกระบอกสูบพร้อมกับดันไอเสียออกไปด้วย ซึ่งเรียก
จังหวะของลิ้นแบบนี้ว่า Overlap (ลิ้นไอดี และ ไอเสีย เปิดค้างพร้อมกัน)

ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไปนะครับเพราะว่าถึงแม้จะไล่ไอเสียออกไปได้ แต่เราก็ต้องสูญเสีย
ไอดีไปจำนวนหนึ่งเช่นกัน จึงทำให้เกิดการสิ้นเปลืองถ้าหากมีจังหวะลักษณะนี้นาน
แต่โดยปกติแล้วเครื่องยนต์จะถูกออกแบบมาให้มีจังหวะ Overlap อย่างพอดี
แต่ถ้าเป็นรถที่เขานำมาแข่งความเร็วแล้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะวัตถุ ประสงค์
ที่ต้องการในด้านความเร็วต่างกันครับ ที่หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินที่เขาพูดกันว่า
แต่งแคม (Cam) ก็คือการทำให้จังหวะ Overlap มีเวลานานขึ้น
โดยการทำให้ลิ้นไอดีเปิดก่อนที่ไอเสียจะออกไปหมด และ ลิ้นไอเสียปิดช้า
ลงกว่าเดิม (เปิดค้างไว้) เพื่อต้องการจะไล่ไอเสียออกไปให้หมดจดนั่นเองครับ

 
  สำหรับตอนนี้ก็แค่นี้ก่อน เอาไว้พบกันใหม่ในตอน เครื่องยนต์ 2 คือ อุปกรณ์ผสมไอดี หรือ
Carburetor และ Injector แล้วเจอกันครับ