สวัสดีครับ บทความตอนนี้จะขอพาทุกท่านไปรู้จักกฎหมายฉบับหนึ่ง
กฎหมายฉบับนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้รถใช้ถนนของทุกท่านมากทีเดียวครับ กฎหมายฉบับนั้นคือ
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ครับ
กฎหมายฉบับนี้มีเส้นทางอันยาวนานครับกว่าจะออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้กันอยู่ในทุกวันนี้
เป็นกฎหมายที่มีหน่วยงานของทางราชการหลายหน่วยได้ริเริ่มยกร่างกันมาตั้งแต่ปี
พ.ศ.2514
แต่ก็มีเหตุต้องล้มเหลวลงไปเสียทุกที จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่
รถบรรทุกแก๊สขนาดใหญ่ระเบิด!! บริเวณทางด่วนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ทุกท่านคงไม่ลืม
เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้มีประชาชนทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องได้รับบาดเจ็บและล้มตาย
จำนวนมาก อุบัติเหตุในครั้งนั้นเป็นการจุดประเด็นให้มีการเล็งเห็นถึงความจำเป็น
ที่จะต้องมีกฎหมายที่คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ไม่ว่าจะเป็นคนขับ คนนั่ง คนเดินถนน
และรวมถึงคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าต้องเป็นผู้ที่ได้รับภัยจากรถเท่านั้น
ในที่สุดพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ก็ได้ถูกประกาศใช้เป็นกฎหมาย
และได้
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2535 และมีผลใช้บังคับในทางปฏิบัติตั้งแต่
วันที่ 5 เมษายน 2536 เป็นต้นไป
ท่านทราบหรือไม่ว่าคำว่า "รถ" ใน พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
พ.ศ.2535
หมายความว่าอะไร ผมให้หยุดคิดสักนิดนึง แล้วค่อยอ่านต่อ ดูซิครับว่าจะตรงกับที่ท่านคิดไว้หรือไม่
เฉลยครับในกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า "รถ"
ไว้โดยตรงครับ
แต่ให้ไปดูความหมายของคำว่า "รถ" ในกฎหมาย 3 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติรถยนตร์
พ.ศ.2522 ,
พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 , พระราชบัญญัติรถยนตร์ทหาร พ.ศ.2476
เมื่อสรุปรวมความตามกฎหมายทั้งสามฉบับแล้ว "รถ" หมายถึง
รถทุกชนิดที่ใช้ในการบรรทุกคน โดยสารหรือสิ่งของเพื่อการขนส่งทางบก ซึ่งเคลื่อนที่ได้ด้วยกำลังเครื่องยนต์
กำลังไฟฟ้า
หรือพลังงานอื่น และให้หมายความถึงรถพ่วงของรถนั้นด้วย ไม่ว่าจะใช้ล้อหรือสายพานใน
การขับเคลื่อน ทั้งนี้ยกเว้นรถไฟ และให้หมายความรวมถึงรถยนต์ของทหารด้วย
ทั้งที่เป็นรถ
ที่ใช้ในยามปรกติและเป็นรถที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในยามสงครามโดยตรง รวมถึงรถรบที่มีอาวุธ
ติดตั้งอยู่บนรถนั้นซึ่งทำการยิงได้ด้วยครับ
แล้วใครบ้างละครับที่ถูกบังคับให้ต้องทำประกันภัยตามกฎหมายฉบับนี้?
คำตอบก็คือ "เจ้าของรถ" ไงครับมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหาย
สำหรับผู้ประสบภัยจากรถ
"เจ้าของรถ" ในกฎหมายฉบับนี้หมายความถึงคน 3 คนครับ คือ
1.เจ้าของกรรมสิทธิ์
2.ผู้ครอบครองรถตามสัญญาเช่าซื้อ
3.ผู้ที่นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศไทยชั่วคราวครับ
มีข้อสังเกตนิดนึงครับ เกี่ยวกับการพิจารณาว่าผู้ใดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
ให้คิดถึงความเป็นจริง
นะครับ เช่น เราขายรถให้ผู้ซื้อไปแล้ว และได้ลงชื่อในเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์ไปให้ผู้ซื้อแล้ว
แต่ผู้ซื้อยังไม่ได้ไปโอน ก็เลยยังมีชื่อของเราเป็นเจ้าของรถอยู่ในทะเบียนฯ
กรณีนี้ผู้มีหน้าที่ต้องทำประกันภัยฯคือผู้ซื้อครับ ไม่ใช่เรา ส่วนผู้ครอบครองรถตามสัญญา
เช่าซื้อนั้น โดยหลักทั่วไปแล้ว ผู้เช่าซื้อยังไม่ใช้เจ้าของรถ ขณะผ่อนส่งอยู่นั้นเราเป็นเพียง
ผู้ครอบครองรถเท่านั้น เจ้าของรถคือไฟแน้นซ์
มาถึงตรงนี้ทุกคนก็เฮ..บอกว่าอย่างนั้นไฟแน้นซ์ก็เป็นคนทำประกันนะซี!! เสียใจครับ
กฎหมาย
ฉบับนี้ กำหนดต่อไปว่ากรณีเป็นรถที่เช่าซื้อ ผู้ครอบครองรถในฐานะผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ
เป็นผู้มีหน้าที่ทำประกันภัยครับ อ้าวอย่างนี้ก็มีคนข้องใจถามต่อว่า ผมใช้รถประจำตำแหน่ง
ของบริษัทที่เช่าซื้ออยู่ อย่างนี้ผมต้องเป็นผู้ทำประกันใช่หรือไม่?
คำตอบคือไม่ใช่ครับ มีข้อยกเว้นครับว่า ผู้ที่ครอบครองรถที่เช่าซื้อในฐานะอื่น
เช่น
ผู้เช่า ลูกจ้าง แม้จะครอบครองนานเพียงใด ก็ไม่ใช่ผู้ที่ต้องทำประกันภัยฯครับ
แล้วมีรถที่ไม่ต้องทำประกันภัยฯตามกฎหมายฉบับนี้มั้ย?
มีครับ ยังมีรถบางชนิดที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำประกันภัยตามกฎหมายฉบับนี้ครับ
คือ
1) รถสำหรับเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ พระรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
2) รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียน และมีเครื่องหมายตามระเบียบที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด
3) รถของกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการต่าง ๆ รถยนต์ทหาร
4) รถอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
แล้วรถอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงตาม 4) มีอะไรบ้าง?
ปัจจุบันได้แก่ รถสามล้อที่ดัดแปลงมาจากรถจักรยานยนต์ (หรือที่เราเรียกกันว่าสกายแล็ป)
รถใช้งานเกษตรกรรม (ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์) รถของหน่วยงานธุรการขององค์กรที่จัดตั้งขึ้น
ตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานธุรการ ที่เป็นอิสระขององค์กรใด ๆ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญครับ
ผมมีคำถามทันทีครับว่า อ้าวแล้วเกิดได้รับภัยจากรถพวกที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องทำประกันภัยฯ
ที่ได้กล่าวมาแล้วจะเรียกร้องจากใครล่ะ!! ไม่ต้องกลัวครับ ผู้ประสบภัยจากรถที่ได้รับการยกเว้น
ข้างต้น สามารถเรียกร้องค่าเสียหายเบื้องต้นได้จากกองทุนทดแทน ตามที่กำหนดไว้
ในกฎหมายฉบับนี้ได้ครับ
ตอนนี้ขอจบแค่นี้ก่อนนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านบ้างนะครับ
ตอนหน้าเรายังอยู่กับกฎหมายฉบับนี้ครับผม
สวัสดี |