หลังจากที่สลัดตัวเองออกจากธุระยุ่งๆทั้งหลายได้ ก็เป็นเวลาที่จะได้ออกไป ผจญภัยตามที่ใจมันอยาก ผมเลือกเอาวันเสาร์ที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา บอกกับภรรยาว่า "ไปเที่ยวกันดีกว่า" (ขอโทษสาวๆทั้งหลาย ที่แอบคิดว่าผมยังโสด)

ทริปเขาพะเนินทุ่งนี้เป็นการเดินทางครั้งแรก หลังจากที่ได้เปิดเว็บไซต์ vitara4x4 เราไปกันเพียง 2 คน คือผมกับ navigator (ส่วนตัว) ซึ่งมีหน้าที่เพียงสองอย่าง คือป้อนขนมกับคุยแก้ง่วง!!

20 ต.ค. 2544

06.40 เราออกเดินทางจากบ้านผมแถวพระราม2 ขับไปเรื่อยๆ แวะเติม นํ้ามันกลางทางให้เต็มถังเพื่อให้พอสำหรับการปีนขึ้นเขาและกลับออกมาได้ โดยสวัสดิภาพ ผมเลือกเติมปั้มที่ราคาถูกกว่ากรุงเทพฯสักหน่อย (ประหยัดได้ลิตรละ30ตังค์แน่ะ)และก็ไม่ลืมที่จะหาซื้อเสบียงที่ยังขาดอยู่ เพราะว่าบนเขาพะเนินทุ่งไม่มีอะไรขายนะ

 
 
 

09.20 ก่อนที่จะเข้าไปที่ทำการอุทยานฯ เราแวะขึ้นไปชมทัศนียภาพบนสันเขื่อน แก่งกระจานกันก่อน ไม่ได้มาเสียนานหลายปีแล้ว ถ่ายรูปกันซะหน่อย

09.50 ถึงที่ทำการอุทยานฯ เข้าไปถามหาข้อมูลเส้นทางจากเจ้าหน้าที่สาว ก็ได้รับกระดาษมา1แผ่น เป็นแผนที่และรายละเอียดของแหล่งท่องเที่ยว บริเวณนั้นแบบหยาบๆ อัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ ค่ากางเต้นท์คืนละ 30 บาท ต่อคนต่อคืน (ที่นี่มีเต้นท์ให้เช่าด้วยนะ) มีตารางเวลาการอนุญาตให้ขึ้น-ลง เขาพะเนินทุ่ง อ้าว..ผิดแผนซะแล้ว ไปดูมาจากเว็บไซต์ไหนก็ไม่รู้บอกมาผิดว่า รอบเช้าให้ขึ้นได้ถึงเวลา 11.00 นี่มันก็จะสิบโมงแล้ว ก็เลยต้องรอรอบบ่าย (ที่เขาพะเนินทุ่งนี้จะกำหนดให้ขึ้น-ลงเป็นเวลา เนื่องจากสภาพเส้นทางค่อน ข้างแคบและบางช่วงเป็นทางชัน รถยนต์ไม่สามารถสวนกันได้)

กำหนดเวลาขึ้นลงเขาพะเนินทุ่ง
รอบเช้า เวลาขึ้น 05.00 - 10.00
  เวลาลง 12.00 - 13.00
รอบบ่าย เวลาขึ้น 14.30 - 15.00
  เวลาลง 16.30 - 18.00
  ในเมื่อต้องรออีกหลายชั่วโมง เราก็เลยจัดการมื้อกลางวันซะที่ที่ทำการอุทยานฯ นั่นเลย พอดีมีร้านอาหารสวัสดิการอยู่ร้านนึง จากนั้นก็ไปนอนรอเวลาที่ด่าน สามยอด ซึ่งเป็นเหมือนจุดสกัดรถขึ้น-ลง

Trip-Trick : การเดินทางจากที่ทำการอุทยานฯมายังด่านสามยอด ระยะทางประมาณ 20 ก.ม. พอขับออกมาจากที่ทำการอุทยานฯสักพัก ก็จะพบสามแยกซึ่งไม่ว่าจะไปทางไหนปลายทางก็จะไปบรรจบกัน ถ้าเลือกที่จะแยกไปซ้าย ก็จะพบกับถนนลาดยางอย่างดีเกือบตลอด ทางเป็นถนนลูกรังเพียงนิดเดียวก่อนจะถึงจุดที่บรรจบกัน แต่ถ้าเลือกที่จะตรงไป(เหมือนผม) ก็จะพบกับถนนลาดยางไปไม่ เท่าไรก็จะเป็นถนนลูกรังเปลี่ยวๆไปยาวเลยครับ แต่ถ้าอยาก อุ่นเครื่องหรือลองเกียร์4H,4L ก็ตามสบายครับ
 
 
  14.30 ได้เวลาลุยแล้ว หลังจากที่นั่งตบแมลงหวี่รอมาหลายชั่วโมง รอบนี้มีรถรอขึ้น
อยู่ 5-6 คันส่วนมากเป็นรถกระบะ4wd มีเราเป็น vitara เพียงคันเดียว

ผมออกตัวก่อนใครเลยแต่ปล่อยให้กระบะยกสูงแต่งซิ่งคันนึงแซงไปก่อน เพราะเขามาแรง แต่ถึงอยากจะขับแบบชมนกชมไม้ก็ไม่ได้ เพราะมีขับจี้ก้นมาอีก
2 คัน เป็นกระบะปิคอัพ

จากด่านสามยอดมา ทางช่วงแรกเป็นถนนลาดยางอย่างดี สุดทางลาดยาง ก็จะเป็นทางลูกรังเป็นหลุมเป็นบ่อ บางช่วงขรุขระเพราะทางเป็นเหมือนหินภูเขา ที่เต็มไปด้วยเศษหินโผล่ขึ้นมา หนทางจะเป็นอย่างนี้จนถึงบ้านกร่างแค้มป์ ก.ม. 15 ซึ่งเป็นจุดพักแรมได้จุดหนึ่ง หากใครไม่ต้องการลุยต่อก็หยุดที่นี่ได้
  เส้นทางต่อจากบ้านกร่างไป ก็ยังเหมือนๆกับที่ผ่านมาแล้ว แต่จะต้องมา เจอกับลำธารที่ขวางถนนอยู่ 3 ลำธารเว้นระยะกันไป อันนี้ถือเป็นไฮไลท์ของ การเดินทางเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะลำธารที่ 2 ซึ่งค่อนข้างชันกว่าเพื่อน แต่ vitara ของเราก็ผ่านไปได้อย่างสบาย

เลยจากลำธารที่ 3 มาแล้ว เส้นทางส่วนมากเป็นทางชันขึ้น-ลงเขา บางช่วง คดเคี้ยว ต้องขับด้วยความระมัดระวังเพราะบางช่วงด้านข้างคือเหว!!

16.00 ขับวกไปวนมานานกว่าชั่วโมง ผมก็คิดในใจว่า"เมื่อไหร่มันจะถึงซะที(ว้ะ)" ในที่สุดก็ ไชโย..มาถึงจนได้ เขาพะเนินทุ่ง ระยะทาง 30 ก.ม. จากด่านสามยอด ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง!!
 
 
  มาถึงแล้วก็เช็คอินเข้าที่พักกันเลย ก็ข้างทางนั่นแหละ เลือกทำเลเหมาะๆเอาหัว รถเสียบเข้าไปเลย บนเขาพะเนินทุ่งจะไม่มีบริเวณกว้างๆให้กางเต้นท์ ต้องใช้เนื้อที่บริเวณข้างทางจอดรถและกางเต้นท์กันตรงนั้นเลย หรือไม่ก็ หาที่ว่างๆได้ตรงไหนก็เชิญกางเต้นท์กันตามอัธยาศัย

(อนึ่ง กิจกรรมหลังจากนี้จนถึงเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น กระผมขอสงวนไว้ ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ)

21 ต.ค. 2544 เช้าตรู่ เราออกไปดูทะเลหมอกกัน ต้องเดินไปอีก 1 ก.ม. จึงจะถึงจุดชมวิว ที่ ก.ม.31ไม่มีอะไรนอกจากหมอก เขาว่าสามารถมาชมทะเลหมอกที่นี่ได้ทั้งปี ยังมีจุดชมวิวอื่นถัดจากนี้ไปอีกถึง
ก.ม.ที่ 33 แต่ด้วยสภาพร่างการอันฟิตปี๋ ...ลากสังขารกลับที่พักกันดีกว่า
  หากจะไปนํ้าตกทอทิพย์ ต้องขับรถไปถึง ก.ม.36 และต้องเดินเป็นทาง ลาดลงไปอีกไกลจึงจะถึงตัวนํ้าตกชั้นแรก จากทั้งหมด 9 ชั้น ขาลงก็คงสบายอยู่หรอก แต่พอคิดถึงขาขึ้นแล้ว เราคงไม่สามารถ ลากสังขารขึ้นมาได้ ก็เลยไม่คิดที่จะไปต่อ เก็บเต้นท์กลับบ้านดีกว่า

12.00 ได้เวลากลับแล้ว ก็ย้อนกลับทางเดิมนั่นแหละ แล่นตามกันเป็นขบวนออกมา ทิ้งระยะกันเล็กน้อยเพื่อความปลอดภัย แต่ขากลับนี้ มีรถปิคอัพ 2wd บางคัน ตะกายตลิ่งของลำธารที่ 2 อยู่หลายเฮือก กว่าจะหลุดไปได้

พอถึงคิวผม ซึ่งใส่เกียร์ 4L รออยู่แล้ว ก็ค่อยๆหย่อนตัวลงลำธารอย่างช้าๆ พอถึงริมตลิ่งก็ทะยานพรวดขึ้นไปเลยทีเดียว ก็จะให้พลาดได้ไง มีคนมุงดูอยู่เป็นสิบ ขึ้นไม่ไหวก็ขายหน้าแย่ซิ
 
 

สรุปว่าทริปเขาพะเนินทุ่งนี้เหมาะกับการเป็นสนามทดสอบแรก สำหรับการขับขี่รถยนต์แบบขับเคลื่อนสี่ล้อเลยก็ว่าได้
ผมเองก็ได้สนุกกับการขับขี่ ได้ลอง เล่นเกียร์ต่างๆของเจ้า vitara และก็ได้รู้สมรรถนะของรถยนต์ที่ใช้อยู่มากขึ้น
หากท่านมีเวลาไม่มากนัก ไม่อยากขับรถไปไกล อยากสัมผัสธรรมชาติ ที่สวยงาม เขาพะเนินทุ่ง ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจครับ.
       
 
  ความคิดเห็นเพิ่มเติม